ซีอีโอสาวช้ำใจ ลูกน้องขโมยเงิน แต่รับบทเป็นเหยื่อ ลั่นต้องดำเนินคดีเด็ดขาด ไม่ใจอ่อน

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 เวลา 15.00 น. คุณเนย เจ้าของธุรกิจขายสินค้าส่ง เปิดใจ หลังจากจับได้ว่าลูกน้องภายในร้านขโมยเงินไปกว่า 30,000 บาท แล้วยังทำตัวเป็นเหยื่อไม่สำนึกกับสิ่งที่ทำลงไป กลับมาต่อว่าตนที่แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าตัวแทน

คุณเนย กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวาน ที่ผ่านมา ตนมีร้านขายสินค้าส่ง 3 สาขา ซึ่งแต่ละสาขาจะต้อง นำเงินมาให้สาขาใหญ่ โดยตนเห็นว่า น.ส.เอ (นามสมมติ) พนักงานคนนี้ยังไม่เอาเงินมาให้ทั้งที่คู่หูมาถึงแล้ว ตนก็รู้สึกใจเสีย จึงได้พยายามโทรไปหาแต่ก็ตัดสายตลอด พอให้ลูกน้องคนอื่นโทรไปก็ไม่สามารถติดต่อได้ ซึ่งตนก็รู้สึกเอะใจว่ามันจะต้องไม่ปกติแน่นอน

เมื่อเห็นว่าไม่สามารถติดต่อได้จึงได้ตัดสินใจขับรถไปที่บ้านของพนักงานคนนี้ พร้อมกับลูกน้องคนหนึ่ง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อไปถึงที่บ้าน ก็พบว่า น.ส.เอ (นามสมมติ)อยู่ภายในบ้าน ลูกน้องของตนจึงได้โทรหา น.ส.เอ (นามสมมติ) ก็บอกให้กลับไปคุยที่ร้าน ตนก็ยอมกลับไปรอที่ร้านเพื่อคุยกัน

แต่เมื่อไปถึง ตนก็พยายามสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ น.ส.เอ (นามสมมติ) บอกกับตนว่า ขอไปคุยเป็นการส่วนตัว ซึ่งตนก็คิดว่า น.ส.เอ (นามสมมติ) น่าจะรู้สึกอับอายเพราะในขณะนั้นมีลูกน้องคนอื่นอยู่ด้วย เมื่อได้พูดคุยกับตน ก็พยายามสอบด้วยน้ำเสียงดีๆ ว่า เกิดอะไรขึ้นและเงินหายไปไหน ยอดเงินของวันนี้ทำไมถึงไม่ส่ง

ซึ่งอีกฝ่ายก็มีท่าทีวิตกกังวลและทำท่าเหมือนพยายามจะหาเงิน เราก็รับรู้ได้เลยทันทีว่าอีกฝ่ายน่าจะขโมยเงินไปแน่นอน จึงบอกไปว่าทำแบบนี้ มันมีความผิดและไม่ถูกต้อง จน น.ส.เอ (นามสมมติ) ยอมรับว่าเอาเงินไปจริงแล้วขอกราบเท้าขอโทษ ซึ่งเราก็บอกไปว่าไม่จำเป็น ต้องทำแบบนั้น ให้เอาเงินมาคืน

โดยอีกฝ่ายอ้างว่าเงินใช้หมดแล้วเพราะนำไปใช้หนี้สิน ตนเลยบอกให้อีกฝ่ายหาเงินมาคืนให้ได้ก่อน 7 โมงเช้าของวันนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่ได้คืน ตอนแรก น.ส.เอ (นามสมมติ) โทรไปหาแม่ของตนว่าจะนำทองไปขายแล้วนำเงินมาคืนให้ แต่มาบอกกับตนว่า ไม่มีทองขายแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ตัวที่วกไปวนมา

ตนเห็นท่าไม่ดีจึงบอกให้อีกฝ่ายรออยู่ที่บ้าน ก่อนที่จะขับรถไปหาที่บ้านพร้อมกับตำรวจ แล้วนำตัวอีกฝ่ายมาที่ สภ.นาวัง เพื่อดำเนินคดี โดยก่อนที่จะเข้าห้องขังเจ้าตัวได้ขอพูดกับเราว่า ก็บอกแล้วว่าจะให้ภายในวันนี้แน่นอน และจะมาดำเนินคดีทำไม ถ้าเอาเขาเข้าคุกไปใครจะหาเงินคืนให้

ส่วนแม่ของอีกฝ่ายตอนที่ไปหาเงินมาคืนก็รับบทเป็นเหยื่อ บอกว่ายังไงก็ต้องคืนอยู่แล้ว จะเอาลูกเขาเข้าคุกทำไม ซึ่งตอนที่เราได้ยินก็รู้สึกตกใจและงงเพราะเงินที่อีกฝ่ายขโมยไปเป็นเงินของเราที่จะต้องได้รับอยู่แล้ว ทำไมเป็นคนทำผิดแต่กลับทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งตอนนั้นเราก็พยายามอดทนและยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด“

ทั้งนี้ อีกฝ่ายได้นำเงินมาคืนแล้ว 30,000 บาทและก็ให้ทางครอบครัวมาประกันตัวออกจากห้องขังเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาทด้วย จึงอยากฝากบอกทุกคนว่ากรณีนี้ เป็นกรณีตัวอย่างที่ทำผิดแล้วก็ต้องได้รับโทษ ไม่ใช่มารับบทเป็นเหยื่อ

About the author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *