ป้าเปิดใจ ส่งหลาน 5ขวบ ไปสถานสงเคราะห์ หวังให้หลุดพ้นวงจรยาเสพติด

วันที่ 4 ส.ค. 2566 น.ส.ธัญพร (ขอสงวนนามสกุล) เปิดใจกรณีโพสต์เรื่องราวของเด็กน้อยวัย 5 ขวบในตอนนั้น ที่ต้องไปอยู่สถานสงเคราะห์เนื่องจากสังคมรอบข้าง พ่อแม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดลง โดยได้โพสต์ในติ๊กต็อกว่า ตนเป็นญาติห่างๆ กับพ่อของหลานชายวัย 5 ขวบ โดยหลานอาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมของยาเสพติด ทั้งพ่อและแม่มีประวัติติดยาเสพติด มีประวัติจำคุก และมีประวัติค้ายาเสพติด ทุกอย่างอยู่ในวงการยาเสพติดหมด

น.ส.ธัญพร กล่าวต่อว่า… โดยพ่อของหลานเป็นคนเกเรมาตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ ส่วนญาติพี่น้องไม่มีใครสนใจ และเขามีพี่น้องกันทั้งหมด 3 คน เมื่อพ่อกับแม่เสียชีวิตหมดแล้ว พี่น้องก็แยกย้ายกันไปทำงานและมีครอบครัวอยู่คนละที่ ส่วนพ่อของหลานคืออยู่บ้านใกล้ ๆ กับตน บ้านที่เขาอยู่ตอนนี้ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ได้อาบน้ำบ้างไม่ได้อาบน้ำบ้าง

น.ส.ธัญพร กล่าวอีกว่า บ้านก็ค่อนข้างสกปรกเพราะไม่มีคนดูแล และเขาไม่ทำงานไม่มีอาชีพ ตอนเย็นของทุกวันจะเหมือนเป็นแหล่งมั่วสุมของกลุ่มที่ติดยาเสพติดซึ่งหลานก็อยู่ในนั้นด้วย และเคยโดนจับตัวไปจำคุกที่ จ.นครสวรรค์ ก็มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ทำให้แขนขาอ่อนแรง และรายได้หลักมาจากแม่ของหลานในการรับจ้างทั่วไป แต่พ่อของหลานไม่หางานทำ จนตอนหลังแม่ของหลานทนไม่ไหวแล้วเลิกรากันไป

น.ส.ธัญพร กล่าวว่า ส่วนตนได้ช่วยเหลือเรื่องข้าวปลาอาหาร ซื้อขนมให้หลาน และช่วยเหลือเงินบ้างในบางครั้ง ซึ่งตนก็ช่วยได้แค่บางส่วน สำหรับหลานได้ไปโรงเรียนแค่บางวัน เนื่องจากพ่อไม่ตื่นไปส่ง และบางวันก็ไม่ได้อาบน้ำ เสื้อผ้าก็ไม่ได้เปลี่ยน เพื่อน ๆ ก็ไม่อยากเล่น ไม่อยากคุยด้วย หรือวันไหนพ่อไปตระเวนตามบ้านเพื่อน กลุ่มเพื่อนเขาก็เอาลูกไปด้วยแทนที่จะต้องได้ไปโรงเรียน

น.ส.ธัญพร กล่าวด้วยว่า… ทั้งที่หลานเป็นเด็กน่ารัก ไม่งอแง ถ้าวันไหนพ่อยังไม่ตื่นก็จะนั่งเล่นอยู่ที่บริเวณบ้าน เล่นดิน เล่นหินไป จะไม่มีเพื่อนเล่น เมื่อพ่อตื่นก็จะได้ไปหาข้าวกิน ก็คือมาที่บ้านตน จนมีวันหนึ่งน่าจะหิวมากจนทนไม่ไหว เดินมาคนเดียวแล้วบอกว่า “ป้าแมวครับปังปอนด์หิวข้าว” พอได้ยินแบบนั้นตนก็รีบเอาข้าวให้กินและบอกให้หลานเล่นอยู่ที่บ้าน

“การที่ตนตัดสินใจให้หลานไปอยู่สถานสงเคราะห์ เพราะถ้าอยู่แบบนี้หลานจะไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีอนาคต ถ้าเขายังอยู่ยิ่งเป็นผลเสีย ถ้าเขาอยู่ในสังคม สิ่งแวดล้อมของยาเสพติดแบบนี้ เพราะว่าได้รับผลกระทบโดยตรง อยากให้เขามีเพื่อนและเขามีคนที่ดูแลได้เต็มที่ อย่างน้อยก็จะไม่เป็นปมด้อย เพราะว่าคนที่อยู่ตรงนั้น ทุกคนส่วนมากก็จะมีพื้นฐานความลำบากมาเหมือน ๆ กัน ถึงได้มาอยู่ด้วยกัน” น.ส.ธัญพร กล่าว

น.ส.ธัญพร กล่าวว่า… จึงตัดสินใจคุยกับคุณครูที่โรงเรียนและประสานงานหน่วยงานพัฒนาสังคมเข้ามาช่วยเหลือลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งขณะนั้นตนก็ไม่ได้บอกหลานว่าจะส่งไปอยู่ที่อื่น แต่ได้บอกพ่อของหลานไว้ แล้วพ่อก็โอเค และเข้าใจ ถ้าตนเอามาเลี้ยงเอง และบ้านตนติดกับบ้านหลาน ถ้าเกิดว่าเอามาเลี้ยงได้แค่แป๊บเดียว เขาก็คงอยากกลับไปหาพ่อ ก็คงจะไม่พ้นวงจรเดิม เพราะเขารักพ่อเขามาก

น.ส.ธัญพร กล่าวต่อว่า… หลังจากทำเรื่องเสร็จทั้งหมดแล้ว ก็ได้มาพูดคุยกับหลาน โดยบอกว่า หลานต้องไปเรียนหนังสือแล้วถ้าเรียนจบแล้วค่อยกลับมาหาพ่อ ซึ่งเขาก็เข้าใจ ตนส่งหลานไปได้ครบ 1 ปีแล้ว ตอนส่งไปหลานอายุ 5 ขวบ ปัจจุบันนี้ 6 ขวบแล้ว หลังจากนั้น ทางพัฒนาสังคมจะมีการติดตามผลหลังจากส่งเด็กไปที่สถานสงเคราะห์ ตนก็จะติดตามผลจากทางพัฒนาสังคมอีกทีหนึ่ง

น.ส.ธัญพร กล่าวอีกว่า… เขาก็บอกว่าหลานปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี แล้วทางพัฒนาสังคมบอกกับตนว่า ถ้าวันหนึ่งมีคนใจบุญมารับน้องไปเลี้ยง ก็จะเป็นโอกาสดีของเขา และถามว่าตนเป็นห่วงหลานหรือไม่ ก็เป็นห่วงและก่อนไปตนก็ได้ให้สร้อยพระใส่ไว้แล้วบอกหลานว่า “อันนี้เป็นของป้าแมวให้ปังปอนด์ไว้นะ ถ้าปังปอนด์โตมาหรือปังปอนด์ไปอยู่ที่ไหนก็ตามแล้วปังปอนด์อยากกลับมาหาป้าแมว ถ้าป้าแมวจำปังปอนด์ไม่ได้ ก็เอาสร้อยนี้ให้ป้าดูนะ ว่านี่คือปังปอนด์

น.ส.ธัญพร กล่าวด้วยว่า… นอกจากนี้ ก่อนไปเขายังมีความเป็นห่วงพ่อ โดยบอกพ่อว่า ถ้าพ่อไม่สบาย พ่อต้องไปโรงพยาบาลและต้องกินยา และรอปังปอนด์อยู่บ้านนะ ปังปอนด์เรียนหนังสือจบแล้วจะกลับมาหาพ่อ ด้วยความที่เขาไม่รู้หรอกว่าจะได้กลับมาหรือไม่ได้กลับมา

About the author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *